เบอร์ติดต่อ
02-102-1282
Instagram
เวลา เปิด-ปิด
สาขาพระรามเก้า 10.30 – 21.00 น.
สาขาสยาม 10.30 – 21.00 น.
สาขาเอ็มควอเทียร์ 10.30 – 21.00 น.
สาขาเซ็นทรัลนอร์ทวิลล์ 10.00 – 22.00 น.
จองคิวเลย
โทรเลย
Add Line

รวมโปรแกรม Biostimulator & Collagen Booster เลือกตัวไหนดี ?

Key Takeaways

ตัวช่วยฟื้นฟูผิวระดับโครงสร้างอย่าง Collagen Booster และ Biostimulator เช่น โปรแกรม Profhilo, โปรแกรม Sculptra, โปรแกรม Juvelook และโปรแกรม Rejuran ถือเป็นทางเลือกยอดนิยมในปัจจุบัน โดยการตัดสินใจดูแลผิวหน้าควรพิจารณาจากปัญหาผิวเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวหย่อนคล้อย หรือหลุมสิว เพื่อให้ผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

Table of Contents

ผิวแห้งกร้าน รูขุมขนกว้าง หรือโครงหน้าโทรม ล้วนต้องการวิธีดูแลที่แตกต่างกัน การเลือกทำหัตถการในกลุ่ม Biostimulator และ Collagen Booster จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าควรเลือกทำตัวไหนถึงจะดีที่สุด แต่ควรพิจารณาว่าโปรแกรมไหนที่เหมาะสมกับปัญหาสภาพผิวของเราที่สุด ดังนั้น การทำความเข้าใจจุดแข็งของ 6 โปรแกรมที่ได้รับความนิยมจะช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาผิวสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างคุ้มค่าและได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับสภาพผิว 

ทำความรู้จักCollagen Booster และ Biostimulator ต่างจากโปรแกรมฟิลเลอร์อย่างไร ? 

สารในกลุ่มนี้คือตัวยาที่เข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเส้นใหม่ตามธรรมชาติ เน้นซ่อมแซมโครงสร้างผิวให้แข็งแรงจากภายใน ไม่ใช่เจลเติมเต็มแบบโปรแกรมฟิลเลอร์ โดยจะค่อย ๆ เห็นผลลัพธ์ชัดเจนใน 1-3 เดือน ผิวจะกลับมาดูแน่น แลดูเฟิร์มกระชับ ริ้วรอยหรือหลุมสิวดูตื้นขึ้น และคงผลลัพธ์ได้ยาวนาน 

ข้อแตกต่างระหว่างโปรแกรม Filler, Skin Booster, Collagen Booster และ Biostimulator

หลายคนมักสับสนระหว่างการเติมเต็ม การเติมน้ำให้ผิว และการกระตุ้นคอลลาเจน โดยสามารถแยกความแตกต่างได้ดังนี้ 

  • โปรแกรม Filler : เน้นการเติมเต็มวอลลุ่มเฉพาะจุดที่ขาดหาย เช่น ร่องแก้ม ขมับ คาง สามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้หลังทำ
  • โปรแกรม Skin Booster : เน้นการเติมความชุ่มชื้น ปรับคุณภาพผิวให้ดูฉ่ำวาว ลดความแห้งกร้าน
  • โปรแกรม Collagen Booster : เน้นการส่งสารอาหารและโมเลกุลที่จำเป็นเข้าไปฟื้นฟูคุณภาพผิวชั้นบนถึงชั้นกลาง ช่วยดูแลผิวที่ดูโทรมให้กลับมาดูเด้งใส ยืดหยุ่น และแลดูสุขภาพดี
  • โปรแกรม Biostimulator : เน้นฟื้นฟูโครงสร้างผิวระดับลึก กระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติ ช่วยให้ผิวแลดูแน่นกระชับและฟูขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

หากยังลังเลว่าปัญหาผิวที่มีควรเลือกใช้ตัวยาแบบไหน สามารถเริ่มต้นเช็กแนวทางการรักษาผ่านโปรแกรมงานผิวที่ LBC Clinic ซึ่งมีการแบ่งหมวดหมู่หัตถการไว้อย่างตอบโจทย์กับสภาพผิวของแต่ละคน 

เจาะลึกกลไก Biostimulator และ Collagen Booster กระตุ้นคอลลาเจนในผิวอย่างไร และมีส่วนผสมอะไรบ้าง ?

กลไกหลักของกลุ่ม Biostimulator คือการส่งสารสำคัญเข้าไปในชั้นผิวลึก เพื่อส่งสัญญาณให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตคอลลาเจนในร่างกาย กลับมาทำงานสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ ในขณะที่กลุ่ม Collagen Booster จะเน้นการส่งสารอาหารหรือโมเลกุลเข้าไปซ่อมแซมเซลล์ผิวและกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวที่ตื้นกว่า โดยสารสำคัญแต่ละกลุ่มจะถูกจัดแบ่งตามจุดเด่น ได้แก่ 

1. กลุ่ม Biostimulator เน้นฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึก

  • PLLA (Poly-L-Lactic Acid) : ช่วยส่งเสริมความแน่นกระชับให้โครงหน้า
  • PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) : มีลักษณะเนื้อละเอียด เหมาะสำหรับงานผิวชั้นตื้นถึงกลาง เช่น รูขุมขนและหลุมสิว
  • CaHA (Calcium Hydroxylapatite) : ช่วยทั้งกระตุ้นคอลลาเจนและให้ผลลัพธ์คล้ายการเติมเต็มในตัว

2. กลุ่ม Collagen Booster เน้นฟื้นฟูคุณภาพผิวองค์รวม

  • HA (Hyaluronic Acid) : กระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิวพร้อมให้ความชุ่มชื้นสูง
  • PN (Polynucleotide) : สารสกัดบริสุทธิ์จาก DNA ปลาแซลมอน ช่วยดูแลเกราะป้องกันผิวและลดการอักเสบ
  • โปรตีนและเปปไทด์ (Peptides) : ส่งสารอาหารเข้าฟื้นฟูผิวโทรม ขาดความยืดหยุ่น ให้กลับมาดูสดใส

วิธีเลือก Biostimulator กับ Collagen Booster ให้ตรงกับปัญหาผิว 

เพื่อการตัดสินใจที่ง่ายขึ้น สามารถพิจารณาแนวทางการรักษาเบื้องต้นได้จากตารางนี้ 

โปรแกรมประเภทปัญหาหลักเป้าหมายผลลัพธ์
โปรแกรม SculptraBiostimulatorแก้มตอบ ขมับยุบ หน้าโทรม ผิวหย่อนคล้อยฟื้นฟูโครงสร้างผิวและความแน่นแบบค่อยเป็นค่อยไป
โปรแกรม JuvelookHybrid Biostimulator หลุมสิวตื้น รูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียนปรับผิวให้เรียบเนียน ดูละเอียดขึ้น
โปรแกรม HarmonyCaHybrid Biostimulatorร่องแก้มลึก กรอบหน้าหย่อนคล้อยเพิ่มมิติใบหน้า เติมเต็มพร้อมช่วยเรื่องความกระชับ
โปรแกรม ProfhiloCollagen Boosterผิวแห้ง ขาดน้ำ ริ้วรอยละเอียดเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น ไม่เน้นเพิ่มวอลูม
โปรแกรม RejuranCollagen Boosterผิวแพ้ง่าย มีรอยแดง เน้นฟื้นฟู Skin Barrierฟื้นฟูคุณภาพและสร้างความแข็งแรงให้เกราะป้องกันผิว
โปรแกรม CollajuCollagen Boosterผิวโทรม ขาดความเด้ง ต้องการเริ่มดูแลผิวฟื้นฟูความสดใสและยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย

หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นแนวทางเบื้องต้น การเลือกชนิดตัวยา ปริมาณ ตำแหน่ง และจำนวนครั้ง ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ตามโครงสร้างผิวของแต่ละบุคคล

เทียบชัด ๆ 6 โปรแกรม Collagen Booster และ Biostimulator เลือกตัวไหนดี ? 

การเลือกตัวยาให้ตอบโจทย์ปัญหาผิวคือสิ่งสำคัญ หากใครยังลังเล LBC Clinic ได้สรุปจุดเด่น 6 โปรแกรมงานผิวที่ได้รับความนิยมมาเปรียบเทียบให้ดูกันชัด ๆ โดยแบ่งตามกลุ่มการออกฤทธิ์ ว่าแต่ละตัวเหมาะกับใคร เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจ คุ้มค่า และเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย  

กลุ่ม Biostimulator

โปรแกรม Sculptra คืนความฟูแน่นให้โครงสร้างผิว 

  • เหมาะกับ : ผู้ที่มีแก้มตอบ ขมับยุบ โครงหน้าดูโทรม และต้องการผลลัพธ์ที่อยู่ได้ยาวนาน 
  • จุดเด่น : โปรแกรม Sculptra เป็น Biostimulator ที่เลือกใช้สาร PLLA เน้นการกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นลึก เพื่อฟื้นฟูบริเวณแก้มตอบ ขมับลึก หรือผิวหย่อนคล้อยให้กลับมาแน่นกระชับแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานถึง 2 ปี อย่างไรก็ตาม หัตถการนี้ต้องอาศัยความชำนาญการระดับสูงในการประเมินโครงสร้างหน้าและเทคนิคการฉีด จึงควรพิจารณาคลินิกที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งประเมินว่าโปรแกรม Sculptra ราคาที่จ่ายไปนั้นมีความคุ้มค่ากับคุณภาพการรักษาหรือไม่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ผิวแน่นกระชับแลดูอ่อนเยาว์อย่างปลอดภัย

กลุ่ม Hybrid Biostimulator

โปรแกรม Juvelook ปรับผิวเนียนละเอียด ลดหลุมสิว 

  • เหมาะกับ : ผู้ที่มีหลุมสิวตื้น รอยสิวเป็นแอ่ง รูขุมขนกว้าง และผิวหน้าไม่เรียบเนียน 
  • จุดเด่น : โปรแกรม Juvelook เป็น Hybrid Biostimulator ที่ผสานการทำงานของสาร PDLLA และ HA เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำหน้าที่ทั้งกระตุ้นคอลลาเจนและเติมความชุ่มชื้นในหลอดเดียว จุดแข็งของจูวีลุคคือการแก้ปัญหาโครงสร้างผิวชั้นตื้นถึงกลาง ผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง รอยสิว หรือหลุมสิวตื้น การใช้ Juvelook จะช่วยซ่อมแซมเนื้อผิวให้ดูเนียนละเอียดและกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใน 2-4 สัปดาห์ พร้อมคงผลลัพธ์การดูแลผิวได้ยาวนาน 1-1.5 ปี

โปรแกรม HarmonyCa เติมเต็มพร้อมยกกระชับในตัวเดียว 

  • เหมาะกับ : ผู้ที่มีร่องแก้มลึก กรอบหน้าหย่อนคล้อย และต้องการปรับมิติใบหน้าให้ชัดเจนขึ้น 
  • จุดเด่น : โปรแกรม HarmonyCa เป็น Hybrid Biostimulator ที่รวบรวมข้อดีของ HA และ CaHA ไว้ด้วยกัน ช่วยเติมวอลลุ่มในส่วนที่ยุบตัวพร้อมกับกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลปัญหาความหย่อนคล้อย สามารถใช้โปรแกรม HarmonyCa ลิฟต์หน้าเพื่อลดความหย่อนคล้อยและดึงกรอบหน้าด้านข้างให้ดูมีมิติมากขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ หากยังลังเลว่าปัญหาผิวในปัจจุบันควรเลือกทำหัตถการกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนชั้นลึกตัวไหนดี การอ่านรีวิวเปรียบเทียบระหว่าง HarmonyCa กับ Sculptra จะช่วยประกอบการตัดสินใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

กลุ่ม Collagen Booster

โปรแกรม Profhilo ฟื้นฟูผิวฉ่ำวาวระดับลึก 

  • เหมาะกับ : ผิวแห้ง ขาดน้ำ ดูไม่มีออร่า และต้องการผิวแลดูฉ่ำวาว
  • จุดเด่น : โปรแกรม Profhilo โดดเด่นด้วยนวัตกรรม Hyaluronic Acid (HA) บริสุทธิ์ความเข้มข้นสูงที่ทำงานแบบ Bioremodeling ซึ่งช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินไปพร้อมกับการเติมความชุ่มชื้นให้ชั้นผิว ด้วยเทคนิคการฉีดเพียง 5 จุดต่อข้าง ตัวยาจะสามารถกระจายตัวได้ทั่วใบหน้า จึงช่วยลดโอกาสอาการบวมช้ำ สำหรับคนที่ต้องการมีผิวเด้งฟูและลดเลือนริ้วรอยตื้นอย่างดูเป็นธรรมชาติ โปรแกรม Profhilo ถือเป็นตัวช่วยปลุกผิวให้โกลว์ใสพร้อมโชว์หน้าสดได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะเมื่อเข้ารับบริการกับคลินิกที่ได้มาตรฐานและได้รับรางวัล Profhilo Award 2025 เพื่อยืนยันการใช้ผลิตภัณฑ์จนเป็นที่ยอมรับ

โปรแกรม Rejuran ซ่อมแซมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง 

  • เหมาะกับ : ผิวแพ้ง่าย บอบบาง เป็นสิวซ้ำซาก และต้องการฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว 
  • จุดเด่น : โปรแกรม Rejuran ทำหน้าที่เป็น Skin Healer ด้วยสารสกัด PN บริสุทธิ์จาก DNA ปลาแซลมอน ซึ่งเน้นการฟื้นฟูโครงสร้างผิว ลดการอักเสบ และสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผิวบอบบาง แพ้ง่าย หรือมีปัญหารอยแดง สำหรับผู้ที่อยากแก้ปัญหาผิวในหลายมิติ การวางแผนทำ Rejuran ควบคู่กับโปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนและดูสุขภาพดีได้อย่างมากยิ่งขึ้น

โปรแกรม Collaju ฟื้นฟูผิวเด้งใส เข้าถึงง่าย 

  • เหมาะกับ : ผิวดูโทรม ขาดความกระชับ และต้องการเริ่มต้นดูแลผิวในงบประมาณที่ควบคุมได้ 
  • จุดเด่น : โปรแกรม Collaju เป็น Collagen Booster ที่ทำหน้าที่ส่งผ่านโปรตีนและเปปไทด์เข้าไปฟื้นฟูผิวที่ดูโทรมหรือขาดความยืดหยุ่น ให้กลับมาดูสดใสและเด้งฟูขึ้นอย่างอ่อนโยน จุดเด่นสำคัญคือเป็นโปรแกรมที่เข้าถึงง่ายและคุ้มค่า จึงเหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่วงการดูแลงานผิว 

ไม่ว่าสภาพผิวในปัจจุบันของคุณจะมีปัญหาในรูปแบบใด การได้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ย่อมสร้างความมั่นใจก่อนตัดสินใจทำหัตถการได้เสมอ สามารถเข้าไปดูรีวิวงานผิวจากลูกค้าจริง เพื่อนำไปใช้เป็นภาพประกอบการตัดสินใจเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมสำหรับตัวเองได้เลย 

โปรแกรม Collagen Booster และ Biostimulator ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง และควรทำบ่อยแค่ไหน ? 

บริเวณที่สามารถฉีดได้

ครอบคลุมตั้งแต่ทั่วใบหน้า, ขมับ, แก้ม, กรอบหน้า, รอยหลุมสิว, ลำคอ ไปจนถึงหลังมือ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวยาและการประเมินความเหมาะสมโดยแพทย์ 

ความถี่ในการทำหัตถการ

เพื่อให้เซลล์ผิวทำงานและสร้างคอลลาเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีคำแนะนำเบื้องต้นดังนี้

  • กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนชั้นลึก : แนะนำทำต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ห่างกัน 4-6 สัปดาห์ หลังจากนั้นผลลัพธ์มักคงอยู่ยาวนาน 1-2 ปี
  • กลุ่มฟื้นฟูความชุ่มชื้น : แนะนำทำ 2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์ในรอบแรกเพื่อบูสต์ผิวขั้นสุด จากนั้นสามารถทำซ้ำทุก 6-12 เดือนเพื่อรักษาคุณภาพผิว

ระยะเวลาการเห็นผลหลังฉีดโปรแกรม Biostimulator และ Collagen Booster 

การกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูผิวต้องใช้เวลาสร้างเนื้อเยื่อใหม่ตามธรรมชาติ การเผื่อเวลาให้ตัวยาทำงานจะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยมีระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นของทั้ง 2 กลุ่มดังนี้ 

  • 1-7 วันแรก : อาจมีรอยแดง บวม หรือช้ำเล็กน้อย หากฉีดกลุ่ม Collagen Booster หรือสูตรที่มีส่วนผสมของ HA ผิวจะเริ่มดูชุ่มชื้นและอิ่มฟูขึ้น
  • 2-4 สัปดาห์ : คุณภาพผิวเริ่มดูเรียบเนียน ยืดหยุ่น และละเอียดขึ้น
  • 1-3 เดือน : กลุ่ม Biostimulator ที่เน้นกระตุ้นคอลลาเจนชั้นลึก จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิวที่ดูแน่นและกระชับขึ้นอย่างชัดเจนแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • ระยะยาว : ระยะเวลาของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์ ปริมาณยา การตอบสนองของร่างกาย และการดูแลของแต่ละบุคคล

แนวทางการเตรียมตัวและดูแลหลังฉีดโปรแกรม Collagen Booster และ Biostimulator

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ทั้งก่อนและหลังทำหัตถการ จะช่วยให้ตัวยาทำงาน ลดโอกาสเกิดรอยช้ำ และช่วยส่งเสริมผลลัพธ์การดูแลผิว โดยมีแนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มดังนี้

ก่อนทำหัตถการ 

  • หลีกเลี่ยงสครับผิวแรง ๆ หรือทำเลเซอร์ผลัดเซลล์ผิวประมาณ 1 สัปดาห์  ร่วมกับการหลีกเลี่ยงยาและวิตามินที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดรอยบวมช้ำบริเวณผิว

หลังทำหัตถการ 

  • การดูแลทั่วไป : ควรเลี่ยงความร้อนจัด การอบซาวน่า หรือการทำเลเซอร์กลุ่มความร้อนในช่วง 2 สัปดาห์แรก หลังจากทำหัตถการเสร็จแล้วสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  • ข้อปฏิบัติสำหรับกลุ่ม Collagen Booster : ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัส กด หรือนวดคลึงบริเวณรอยเข็มในช่วงแรก เพื่อให้ตัวยาค่อย ๆ กระจายตัวและซึมซาบเข้าสู่ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ข้อปฏิบัติสำหรับกลุ่ม Biostimulator : สำหรับบางโปรแกรม เช่น โปรแกรม Sculptra แพทย์จะแนะนำให้ทำการนวดหน้าตามหลักการเฉพาะ เพื่อช่วยให้อนุภาคของตัวยากระจายตัวใต้ชั้นผิวได้อย่างสม่ำเสมอ กระตุ้นคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงในการจับตัวเป็นก้อน ทั้งนี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำการรักษาอย่างเคร่งครัด

การบำรุงผิว 

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน เพราะตัวยาหลายชนิดจำเป็นต้องอาศัยน้ำเพื่อช่วยอุ้มให้ผิวฟูและสนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจน พร้อมทั้งควรทามอยส์เจอไรเซอร์และครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวเป็นประจำ

เช็กลิสต์ผลข้างเคียงหลังฉีดและอาการที่ควรปรึกษาแพทย์

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ตรงใจ ควรหมั่นสังเกตอาการหลังทำหัตถการ ดังนี้ 

อาการทั่วไปที่พบได้

  • รอยแดง บวม ตึง กดเจ็บ หรือรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
  • ความรู้สึกเป็นก้อนหรือไม่สม่ำเสมอใต้ผิวในระยะแรก โดยควรติดตามผลและดูแลตามคำแนะนำของแพทย์ 

อาการผิดปกติ ควรติดต่อคลินิกหรือพบแพทย์ทันที

  • ปวดมากผิดปกติ หรือมีอาการปวดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • บวม แดง ร้อน หรือมีผื่นรุนแรงขึ้น
  • ผิวซีด ม่วงคล้ำ หรือเปลี่ยนสีผิดปกติ
  • มีไข้ มีหนอง หรือมีอาการที่สงสัยว่าเกิดการติดเชื้อ
  • มีอาการแพ้รุนแรง เช่น หายใจลำบาก หน้าบวม หรือแน่นหน้าอก

ประเมินราคาโปรแกรม Sculptra และ Collagen Booster ขึ้นอยู่กับอะไร ? 

ราคาของการทำหัตถการกลุ่มนี้ไม่มีตัวเลขตายตัว เนื่องจากโครงสร้างผิวของแต่ละคนแตกต่างกัน โดยควรประเมินจากปัจจัยหลักและมาตรฐานความปลอดภัย ดังนี้

  • ระดับความหย่อนคล้อย หรือการยุบตัวของชั้นไขมันและกระดูกของแต่ละคนไม่เท่ากัน
  • แพทย์จะประเมินจำนวนยาให้พอดีกับบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู เพื่อผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและดูเป็นธรรมชาติ
  • ความชำนาญการของแพทย์ในการวิเคราะห์ชั้นผิวที่แม่นยำ จะช่วยให้ฉีดยากระตุ้นคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงการเป็นก้อน 
  • คลินิกต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่าน อย. สามารถแกะกล่องให้ดูต่อหน้า และสแกนเช็กหมายเลข Lot ได้จริงทุกขวด

สรุปวิธีเลือกโปรแกรม Biostimulator และ Collagen Booster พร้อมรับคำปรึกษา

การฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้กลับมาแน่นกระชับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Biostimulator อย่างโปรแกรม Sculptra เพื่อยกกระชับ หรือโปรแกรม Juvelook (จูวีลุค) เพื่อแก้ปัญหาหลุมสิว ไปจนถึงกลุ่ม Collagen Booster เช่น โปรแกรม Profhilo ล้วนมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวแตกต่างกัน การให้แพทย์ประเมินสภาพผิวอย่างละเอียด จะช่วยให้ออกแบบการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้มั่นใจได้ว่าโปรแกรม Sculptra ราคาที่ตัดสินใจลงทุน หรือโปรแกรมอื่น ๆ ที่เลือกทำนั้น จะมอบผลลัพธ์ที่แลดูอ่อนเยาว์ได้อย่างคุ้มค่า

หากยังไม่แน่ใจว่าสภาพผิวในปัจจุบันเหมาะกับหัตถการตัวไหน สามารถสอบถามโปรโมชันและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ lbc-clinic.com หรือโทร: 02-102-1282 และสามารถจองคิวพร้อมส่งรูปให้แพทย์ประเมินสภาพผิวเบื้องต้น โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ LINE Official: @lbcclinic พบกันได้ที่ 4 สาขาพร้อมให้บริการใกล้คุณ

  1. สาขาพระรามเก้า 
  2. สาขาสยามสแควร์วัน 
  3. สาขา เอ็มควอเทียร์ (Emquartier) ชั้น 4 
  4. สาขา เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ชั้น 2

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรม Biostimulator และ Collagen Booster (FAQs)

Q: ผิวโทรมมาก ควรเริ่มฉีดหน้าใสตัวไหนดีระหว่าง Biostimulator กับ Collagen Booster ?

A: ควรประเมินจากระดับปัญหาผิวเป็นหลัก หากมีปัญหาโครงสร้างผิวหย่อนคล้อย ขมับตอบ หรือแก้มตอบ การเลือกกลุ่ม Biostimulator จะช่วยฟื้นฟูลึกถึงโครงสร้างได้ตรงมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่หากผิวเพียงแค่ดูโทรม ขาดความยืดหยุ่น และต้องการฟื้นฟูความฉ่ำวาว การเลือก Collagen Booster จะตอบโจทย์ในการกู้ผิวให้กลับมาเด้งใสและดูสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ

Q: โปรแกรม Juvelook (จูวีลุค) เหมาะกับคนที่มีปัญหาหลุมสิวจริงไหม ?

A: โปรแกรม Juvelook (จูวีลุค) เป็น Hybrid Biostimulator ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเนื้อผิวชั้นตื้นถึงระดับกลางโดยเฉพาะ ตัวยาจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่บริเวณที่มีรอยสิว รูขุมขนกว้าง และหลุมสิวตื้น เพื่อซ่อมแซมและเติมเต็มให้ผิวกลับมาเรียบเนียนและดูละเอียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

Q: โปรแกรม HArmonyCa กับโปรแกรม Collaju สามารถวางแผนทำร่วมกันได้ไหม ?

A: สามารถทำร่วมกันได้ โดยแพทย์อาจแนะนำให้ใช้โปรแกรม HArmonyCa เพื่อยกกระชับและดึงมิติกรอบหน้าในชั้นลึกก่อน แล้วค่อยเสริมด้วยโปรแกรม Collaju เพื่อฟื้นฟูคุณภาพผิวชั้นบนให้ดูเด้งและสดใส ทั้งนี้ควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดก่อนเพื่อวางแผนลำดับหัตถการให้ปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

Q: โปรแกรม Sculptra ราคาเท่าไหร่ และควรเข้ารับบริการกี่ครั้งถึงจะเห็นผลเต็มที่ ?

A: แนะนำให้ทำต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยแพทย์จะช่วยออกแบบสัดส่วนตัวยาให้พอดีกับระดับความหย่อนคล้อย เพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและเหมาะกับแต่ละบุคคล

Q: สามารถทำ Biostimulator ร่วมกับหัตถการอื่นได้หรือไม่ ?

A: สามารถทำร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและช่วยเสริมผลลัพธ์ให้ผิวดียิ่งขึ้น เช่น การทำเครื่องมือยกกระชับก่อนฉีดเพื่อไม่ให้ความร้อนกระทบตัวยา การฉีดคู่กับโปรแกรมโบท็อกซ์ในวันเดียวกัน หรือหากต้องการเติมโปรแกรมฟิลเลอร์ แพทย์จะช่วยประเมินโครงสร้างหน้าเพื่อปูพื้นฐานผิวด้วย Biostimulator ก่อนเติมเต็มเฉพาะจุด เพื่อให้ได้มิติใบหน้าที่แลดูเป็นธรรมชาติและสมบูรณ์แบบ

Q: Collagen Booster กับ Skin Booster เหมือนกันไหม ?

A: ไม่เหมือนกันทั้งหมด โดย Skin Booster จะเน้นการเติมน้ำให้ผิวชุ่มชื้นและดูฉ่ำวาว ในขณะที่ Collagen Booster จะเน้นกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เพื่อฟื้นฟูความยืดหยุ่นและความแน่นกระชับของผิว อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีคุณสมบัติที่ทับซ้อนกัน จึงควรให้แพทย์ประเมินผิวเพื่อเลือกตัวยาที่เหมาะสม

Q: หลังฉีด Collagen Booster แต่งหน้าและออกกำลังกายได้เมื่อไหร่ ?

A: โดยทั่วไปหลังฉีด Collagen Booster สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแรง ๆ หรือแต่งหน้าทับรอยเข็มในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพื่อลดความเสี่ยงในการระคายเคือง ส่วนการออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง ควรเว้นระยะประมาณ 2-3 วัน เพื่อลดโอกาสเกิดอาการบวมช้ำ

Q: ควรเว้นระยะจากเลเซอร์หรือเครื่องยกกระชับก่อนฉีดนานแค่ไหน ?

A: ระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องมือและความร้อนที่ใช้ หากเป็นเครื่องยกกระชับที่ส่งผ่านความร้อนลงลึก สามารถทำก่อนการฉีดกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนในวันเดียวกันได้ แต่หากต้องการทำเลเซอร์หรือเครื่องความร้อนหลังฉีด ควรเว้นระยะอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของตัวยา ทั้งนี้ควรแจ้งประวัติการทำหัตถการให้แพทย์ทราบทุกครั้งเพื่อการวางแผนที่ปลอดภัย

สรุปบล็อกนี้

แพทย์ประจำ LBC Clinic ใส่ใจประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด ผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติเหมาะกับแต่ละบุคคล

บทความอื่นๆ

LBC ครอง 4 รางวัล Platinum จาก Allergan ยอดซื้อทะลุ 20 ล้าน
LBC CLINIC ตอกย้ำความเป็นคลินิกชั้นนำด้วย 4 รางวัลระดับ Platinum จาก Allergan ครองยอดสั่งซื้อผลิตภัณฑ์กลุ่ม Dermal Filler, Biostimulator, Skin Quality รวมกว่า 20 ล้านบาท การันตีมาตรฐานความงามระดับพรีเมียม
โพสเมื่อ 04/09/2026 6:45pm
.forcecover{ background-size: cover !important; background-position: 50% 50% !important; }
How to Fix Under-Eye Filler Lumps and Restore a Smooth, Natural Look
โพสเมื่อ 04/24/2026 5:59pm
.forcecover{ background-size: cover !important; background-position: 50% 50% !important; }
โบทอกคืออะไร ต้องรู้!
ต้องบอกก่อนเลยว่าเดี๋ยวนี้การฉีดโบทอก บนใบหน้า กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับหนุ่มๆสาวๆ กันไปซะแล้วเรียกได้ว่า อยากหน้าเรียวก็ฉีดโบ อยากหน้าอกโตก็ไปศัลยกรรม บอกเลยว่าเปิดกว้างและเป็นที่ยอมรับมาก 
โพสเมื่อ 2025-04-24 09:15
.forcecover{ background-size: cover !important; background-position: 50% 50% !important; }
SCULPTRA Month  หั่นโปรแรง 1 แถม 1 เดือนนี้เท่านั้น!
ฉลองรางวัลยอดซื้อ SCULPTRA ระดับประเทศ LBC CLINIC ขอจัดกิจกรรมยิ่งใหญ่กับทาผง SCULPTRA จัดเต็มด้วยโปรพิเศษ 1 แถม 1 พร้อมกิจกรรมลุ้นรับของพรีเมียมตลอดเดือน กันยายน 2568 บอกเลยว่าห้ามพลาดนะค้า
โพสเมื่อ 2025-09-03 10:53
.forcecover{ background-size: cover !important; background-position: 50% 50% !important; }

ขอบคุณที่ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ

แอดมินจะรีบติดตอกลับโดยเร็ว